Aion 3.5 Dragon Lord’s Refuge Guide

 In Aion 3.5, Game Guide, Guide, Instance & Dungeon

Aion 3.5 Dragon Lord’s Refuge Guide

หลังจากที่ทาง Server NA Update ไปเป็น Aion 3.5 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั้น ในที่สุด ก็มีผู้เล่นกลุ่มหนึ่งได้ผ่านดันเจี้ยนสุดโหด นั้นก็คือ Dragon Lord’s Refuge Instance เราลองมาดูเทคนิคที่ผู้เล่นกลุ่มนี้ ใช้ในการฝ่าฟัน Dragon Lord’s Refuge Instance กัน

Dragon Lord’s Refuge Guide

  • Level 60 ขึ้นไป
  • Player: 12 คน (Alliance)
  • Cooldown time: 1 วัน กับ 16 ชั่วโมง (40 ชม.)
[spoiler]การได้ล่วงรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะต้องเจอ ย่อมถือว่าได้ชัยชนะไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ Alliance ของเพื่อนๆเป็นฝ่ายกำชัยชนะใน Instance ของเจ้ามังกร Tiamat ขอแนะนำให้เพื่อนๆศึกษา Guide และ Video ดังต่อไปนี้[/spoiler]

Dragon Lords Refuge Entrane

Dragon Lord’s Refuge เป็น Instance ที่มีทางเข้าทั้งหมดสองแห่ง อยู่ใน Commander’s Room ภายใน Tiamaranta’s Eye โดยผู้เล่นทั้งฝั่ง Elyos และ Asmodian สามารถผ่านเข้าไปได้โดยไม่ต้องทำเควสใดๆ แต่ขอแนะนำว่า ให้สมาชิกทุกคนใน Alliance เกาะกลุ่มกันไปขณะอยู่ใน Tiamaranta’s Eye เพื่อป้องกันไม่ให้มีสมาชิกถูกทิ้งไว้ด้านนอก

Prepping the Alliance

Alliance Set Up
ขอแนะนำให้ภายใน Alliance มีผู้เล่นที่มีอาชีพดังต่อไปนี้

  • Templar 2 คน
  • Chanter 2 คน
  • Cleric 2 คน ขึ้นไป
  • ผู้เล่นในอาชีพที่เน้นการสร้างความเสียหาย (DPS) ระยะไกล 2 คนขึ้นไป
Dragon Lords Refuge Alliance

การต่อสู้ภายใน Dragon Lord’s Refuge Instance แห่งนี้ จะมีบางช่วงที่สมาชิกใน Alliance จะต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนั้นการหารือทำความเข้าใจกันเกี่ยวกับหน้าที่และตำแหน่งปฏิบัติการของสมาชิกแต่ละคนนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด โดยในการแบ่งกลุ่มนั้นควรพยายามให้ได้ ค่าความเสียหายต่อวินาที หรือ DPS (Damage Per Second) ให้สูงที่สุด

What to Socket in Gear
สิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอาชีพที่ไม่ได้เน้น DPS คือการมีค่าสถานะ Magic Suppression ราว 700 แต้ม และ Magic Resist อย่างน้อย 2,300 แต้มขึ้นไป เนื่องจาก Monster ลูกสมุนของ Tiamat ใน Phase III จะโจมตีด้วยเวทย์มนตร์รุนแรงมาก หาก Templar ใน Alliance ของผู้เล่นไม่สามารถ Resist การโจมตีของพวกมันได้ จะทำให้การต่อสู้ดำเนินไปอย่างยากลำบาก

Stigma Builds
ใน Dragon Lord’s Refuge Instance แห่งนี้ จะไม่มีการต่อสู้กันระหว่างผู้เล่น หรือ PVP (Person Versus Person) ดังนั้นผู้เล่นในอาชีพที่ไม่ใช่ Cleric Chanter และ Templar ควรมีชุดสกิลที่เน้น DPS ให้มากที่สุด ได้แก่

  • Gladiators: แนะนำอาวุธ Duel Wield และสายสกิล Sharp Strike แต่ไม่จำเป็นต้องเต็มสาย
  • Templars: สายสกิล Empyrean Providence พร้อมสกิล Aether Armor
  • Chanters: สายสกิล Elemental Screen เต็มชุด
  • Clerics: สายสกิล Benevolence เต็มชุด
  • Sorcerers: สายสกิล Glacial Shard เต็มชุด
  • Spiritmasters: สายสกิล Infernal Blight เต็มชุด
  • Assassins: สายสกิล Sigil Strike เต็มชุด
  • Rangers: สายสกิล Lightning Arrow เต็มชุด

What to Bring

Dragon Lord’s Refuge use

  • Elemental Scrolls (Fine Fireproof Scrolls, Fine Earthproof Scrolls และอื่นๆ)
  • Recovery Crystals/Morati’s Secret Remedy/AP Pots
  • Cippo/Perer Aether Jelly
  • Magic Resist, Magic Boost หรือ อาหาร Attack Boost (ขึ้นกับอาชีพ)
  • Cocktails หรือ เครื่องดื่มอื่นๆสำหรับ Mana
  • pots, scrolls, and resurrection stones จำนวนมาก
  • โปรแกรมสื่อสารด้วยเสียง เช่น Ventrilo และอื่นๆ

Other Information
ก่อนเริ่มการต่อสู้สมาชิกทุกคนควรตกลงกันเสียก่อนว่าใครควรอยู่ตรงไหนและทำหน้าที่อะไรบ้าง และต้องให้แน่ใจว่าทุกคนเข้าใจแจ่มแจ้งไม่หลงเหลือข้อสงสัยใดๆ เพราะรับรองได้ว่าจะไม่มีโอกาสครั้งที่สองให้มานั่งสาธยายกันอีก โดย Guide นี้ จะช่วยอธิบายลักษณะการต่อสู้ หน้าที่ของแต่ละอาชีพ และยุทธวิธีต่างๆ เพื่อให้เพื่อนๆนำไปปรับใช้กับ Alliance ของตัวเองได้

เพื่อให้อะไรๆง่ายขึ้นอีกนิด ขอให้พึงสำนึกไว้เลยว่า Cleric และ Chanter จะต้องไม่มาคอยทำหน้าที่ในการชุบชีวิตให้หากมีใครเกิดตายขึ้นมา ให้ดีที่สุด คือ ให้ผู้เล่น DPS เป็นคนชุบแทน

ส่วน Mantras ที่ใช้ตลอด Instance นี้ คือ Invincibility, Hit และ Protection Mantra

Before the Fight

Dragon Lord’s Refuge Kahrun

เมื่อเข้ามาใน Dragon Lord’s Refuge ผู้เล่นจะได้พบกับ Kahrun และลูกแก้วยักษ์ หากสมาชิกใน Alliance ยังไม่ได้มีการหารือและตกลงกันเกี่ยวกับหน้าที่ของแต่ละคน นี่เป็นโอกาสสุดท้าย โดยสมาชิกใน Alliance ทุกคนควรมี DP (Divine Power) 4,000 แต้มเต็มหลอด (และ Cippo หรือ Perer Jelly ที่พร้อมไว้เติม DP)

Dragon Lord’s Refuge Orb

ผู้เล่นสามารถเริ่มการต่อสู้ได้ด้วยการสนทนากับ Kahrun ผู้นำเผ่า Reian ซึ่งหลังจากเริ่มบทสนทนาแล้วจะไม่สามารถหยุด หรือ พักได้ ไม่ว่าจะกรณีใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นขอแนะนำว่าสมาชิกทุกคนควรทำธุระส่วนตัวให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน

หลังจากสมาชิกทุกคนใน Alliance ได้หารือและตกลงยุทธวิธีต่างๆกันลงตัวแล้ว ให้คุยกับ Kahrun ได้ทันที เมื่อสนทนาจบ Kahrun จะจากไป และผู้เล่นทุกคนจะสามารถคลิกที่ลูกแก้วยักษ์กลางห้องได้ เพื่อ teleport ไปยังโถงใหญ่ซึ่งจะใช้เป็นเวทีในการสู้ศึกใน Phase I และ III

Phase I: Calindi Flamelord

Calindi Flamelord

ผู้เล่นจะถูก teleport มายังโถงใหญ่ Throne of Blood และหลังจาก cut-scene ขึ้นมาแล้ว เหล่าเดวาทั้งหลายก็จะพบว่าทั้งหมดนี้เป็นหลุมพรางในแผนที่เจ้ามังกร Tiamat วางไว้ ให้ผู้เล่นทุกคนรีบวิ่งหนีออกจากกลางห้องโถงไปยังริมห้องให้เร็วที่สุด (ห้ามอยู่ตรงกลางเด็ดขาด) ก่อนที่ Calindi Flamelord จะปรากฏตัว

Dragon Lords Refuge Map

ตามที่ชื่อของมันระบุไว้ Calindi Flamelord มีการโจมตีที่เป็นธาตุไฟ ดังนั้นสมาชิกใน Alliance ทุกคนควรใช้ Fireproof scrolls และ Cleric ควรเปิดสกิล Summer Circle ก่อนเปิดศึก

Calindi Flamelord มีสกิลที่โดดเด่น 2 สกิล ได้แก่ Blazing Engrave และ Hallucinatory Victory การใช้ความระมัดระวังในการรับมือกับสองสกิลข้างต้นนี้ คือ กุญแจสำคัญในการต่อสู้กับ Calindi Flamelord เพราะสกิลทั้งสองดังกล่าวจะส่งผลให้ Surkanas สมุนสุดโหดของมันออกมาจัดการกับเรา

มังกรตนนี้จะใช้ Blazing Engrave 2 ครั้งติดต่อกัน แต่ละครั้งห่างกันราว 30 วินาที ตามด้วย Hallucinatory Victory โดยสกิลแรกนั้นจะสุ่มวงแหวนเพลิงขึ้นมารอบตัวของผู้เล่นที่ดวงซวย ใครที่โดนวงแหวนเพลิงนี้ให้รีบวิ่งหนีออกมาทันที เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นยังคงรุนแรงมาก แม้จะมี Fireproof scrolls และสกิล Summer Circle ก็ตาม และหาก Calindi Flamelord อยู่ในวงแหวนเพลิงด้วย ก็ควรให้ Templar ลากมันออกไปด้วยเช่นกัน

สำหรับสกิล Hallucinatory Victory นั้นมีคุณสมบัติ 3 อย่าง ได้แก่ การสะท้อนความเสียหาย 5,000 แต้มต่อการถูกโจมตีเพียงครั้ง! ให้ผู้เล่น DPS ทุกคนยุติการโจมตีในทันที ไม่งั้นตายแน่นอน นอกจากนี้ Hallucinatory Victory นั้นไม่สามารถถูก Dispel ได้ รวมทั้งการใช้สกิลนี้จะทำให้ Surkana ปรากฏกายมา 2 ตัว อยู่ทั้งสองฝากโถง โดยจะลอยอยู่สูงจากพื้นกว่า 10 เมตร ส่งผลให้ DPS สายประชิดไม่สามารถโจมตีได้

Dragon Lord's Refuge Surkana

ด้วยเหตุนี้ ผู้เล่น DPS ระยะไกลทุกคน (ไม้เว้นแม้แต่ Gladiator และ Assassin ที่ต้องเปลี่ยนเป็นธนูมาช่วยยิงด้วย) จะต้องเป็นผู้จัดการกับ Surkana ทั้งสองตัว โดยให้แบ่งกลุ่มไปจัดการกับ Surkana ทั้งคู่ให้เร็วที่สุด ส่วน Cleric และ Chanter ให้อยู่กับ Templar ที่คอยหลอกล่อ Calindi Flamelord ให้วิ่งวนรอบห้องโถงไปจนกว่าจะจัดการกับ Surkanas ได้เรียบร้อย และแน่น่อนว่า Calindi Flamelord จะโจมตีอย่างรุนแรง ดังนั้น Cleric และ Chanter วิ่งตามผู้เล่นที่เป็น Tanker ให้ทันด้วย ส่วน Templar คนที่สอง ควรใช้สกิล Panoply of Protection และ Bodyguard เพื่อช่วย Tanker ตัวหลักระหว่างการต่อสู้อีกแรงหนึ่ง

นอกจากนี้ ตลอดการต่อสู้ ให้ผู้เล่นคอยระวังไฟบนพื้นด้วย และพยายามอย่ายืนประจันหน้ากับ Calindi Flamelord เนื่องจากมังกรตนนี้จะใช้สกิล Frontal Devastation และถึงแม้ Calindi Flamelord จะไม่ใช่ Monster ประเภทเน้น DPS แต่เมื่อ HP (Hit Point) ของมันลดลงจนเหลือร้อยละ 10 จะส่งผลให้ Calindi Flamelord ได้รับ Buff เพิ่มความเร็วในการโจมตีทันที อย่างไรก็ตาม Buff นี้ สามารถถูก Dispel ได้โดย Spiritmaster

Tip: ให้แน่ใจว่าสมาชิกใน Alliance ทุกคนรู้ เมื่อ Calindi Flamelord ใช้สกิล Blazing Engrave เพราะใครก็ตามที่อยู่ภายในวงแหวนเพลิงนี้สามารถตายได้จากการถูกวงแหวนโจมตีเพียง 2-3 ครั้งเท่านั้น!

Phase II: The Four Incarnates

Aion Lord

เมื่อจัดการกับ Calindi Flamelord ได้ การต่อสู้ Phase II ก็จะเริ่มต่อทันที โดยจะมี cut-scene ขึ้นมา พร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้ามังกร Tiamat และเหล่าเดวาทั้งหลายจะถูกแช่แข็งด้วยพลังของเธอ พร้อมกับถูกสมุนของเจ้ามังกรเข้ามาโจมตี ทว่า Lord Kaisinel (ฝั่ง Elyos) หรือ Lord Marachutan (ฝั่ง Asmodian) หนึ่งใน Empyrean Lords ทั้ง 12 พระองค์ จะปรากฏตัวขึ้นและเข้าช่วยเหลือเหล่าเดวาไว้ได้ พร้อมกับประมือกับเจ้ามังกร Tiamat อย่างดุเดือด หน้าที่ของเหล่าเดวา คือ การจัดการกับร่างจำลอง (the Incarnates) ของเจ้ามังกรทั้งสี่ ก่อนที่ Empyrean Lord ของพวกเราจะโดน Tiamat ฆ่าทิ้ง!

Tip: ก่อนที่จะถูก Tiamat แช่แข็ง ขอแนะนำให้ผู้เล่นทุกคนใช้ Mana Potion และเข้าประจำตำแหน่งตามที่ได้ตกลงกันไว้สำหรับจัดการกับร่างจำลองทั้งสี่ของ Tiamat รวมทั้ง Chanter ควรจะ Buff ไว้ให้ Empyrean Lord ด้วย ก่อนจะไปจัดการกับร่างจำลอง เพื่อช่วยให้ Empyrean Lord มีชีวิตรอดอยู่ได้นานขึ้น ทำให้เรามีเวลาในการจัดการกับร่างจำลองทั้งสี่มากขึ้นด้วย เพราะว่าเมื่อถึงตอนนี้ “เวลา” ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก

สมาชิกใน Alliance ควรแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม ในศึกครั้งนี้ แต่ละกลุ่มควรมี Templar กับ Cleric และ Chanter ร่างจำลองของเจ้ามังกรมีสี่ตัว ดังนั้นแต่ละกลุ่มควรรับกันไปกลุ่มละสองร่าง ทางฟากซ้ายและขวาของห้องโถง โดยแนะนำให้ผู้เล่น DPS ระยะประชิดไปกับกลุ่มปีกซ้าย และผู้เล่น DPS ระยะไกล ไปกับกลุ่มปีกขวา เพื่อให้เหมาะสมกับสกิลของร่างจำลองที่อยู่แต่ละฟากห้อง

Dragon Lord's Refuge  Door

แต่กลุ่มควรรอจนอุโมงค์มิติทั้งสี่ปรากฏขึ้นที่มุมห้องทั้งสี่ โดย Balaur Spiritualist สมุนของเจ้ามังกร Tiamat จะมาพร้อมกับอุโมงค์มิติด้วย ให้ผู้เล่นจัดการเสีย เนื่องจาก Empyrean Lord ของเราจะได้ HP เพิ่มจากการฆ่าพวกมัน เมื่อผ่านอุโมงค์มิติมาแล้ว ให้ผู้เล่นใช้ Scrolls และ Cleric เปิดสกิล Circle ที่เหมาะสมกับร่างจำลอง (ตามตารางด้านล่าง) จากนั้นจึงตรงเข้าจัดการกับร่างจำลองให้โดยเร็วที่สุด เพื่อรีบไปจัดการกับอีกตัวต่อ โดยร่างจำลองแต่ละตัวจะมีสกิลเหมือนกับร่างจำลองที่เคยต่อสู้ด้วยใน Tiamantra Hearts ดังนั้นศึกนี้คงไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่ แต่ใน Guide ก็จะยังอธิบายไว้เพื่อความชัดเจน

Fissure (ธาตุดิน)Wrath (ธาตุไฟ)Gravity (ธาตุลม)Petrification (ธาตุน้ำ)
Earth ScrollFire ScrollWind ScrollWater Scroll
Summer CircleSummer CircleWinter CircleWinter Circle

ร่างจำลองทั้งสี่ตัว มีสกิล 3 ชนิด ได้แก่ Smash กับ Bite และ Incarnate Surge โดยชนิดแรก เป็นการโจมตีที่จะสร้างความเสียหายให้กับผู้เล่นทั้งหมดที่ยืนอยู่ด้านหน้าของมัน การหลีกเลี่ยงสามารถทำได้โดยให้ผู้เล่นที่เป็น Tanker ยืนประจันหน้ากับมันเพียงคนเดียว ขณะที่คนอื่นโจมตีจากคนละทิศทางกับ Tanker ส่วนสกิล Bite นั้นจะโยนผู้เล่นขึ้นไปกลางอากาศ สร้างความเสียหายราว 8,000 แต้ม สำหรับ Incarnate Surge เป็นสกิลประเภทสร้างความเสียหายเฉพาะพื้นที่ หรือ AOE (Area Of Effect) และจะส่งผลให้ผู้เล่นที่ได้รับความเสียหายติดภาวะ stun เป็นเวลา 1 วินาที การหลบหลีกสามาถทำได้โดยยืนอยู่ในตำแหน่งที่ห่างพอจากร่างจำลอง

นอกจากนี้ ร่างจำลองทั้งสี่ ยังมีความอ่อนแอด้านธาตุด้วย โดยผู้เล่นสามารถแบ่งกลุ่มให้เหมาะสมเพื่อเพิ่ม DPS ต่อเป้าหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (ยกตัวอย่าง การให้ Spiritmaster ไปอยู่กับกลุ่มปีกซ้าย และ Sorcerer ไปกับกลุ่มปีกขวา เนื่องจากสกิลจู่โจมส่วนใหญ่ของ Spiritmaster เป็นธาตุดินและลม ขณะที่ สกิลจู่โจมของ Sorcerer เป็นธาตุไฟ และน้ำ เป็นต้น)

Weathclaw

Fissure Fang (อ่อนแอต่อธาตุลม)
ร่างจำแลงนี้ไม่มีอะไรมาก ผู้เล่นสามารถจัดการได้ตามปกติ แค่ให้คอยหลบตำแหน่งของหอกดินที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นรอบตัวๆของมัน แต่ร่างจำแลงนี้ ถือเป็นหนึ่งในร่างจำแลงที่โจมตีให้โดนได้ยากที่สุด

Wrathclaw (อ่อนแอต่อธาตุน้ำ)
ร่างจำแลงนี้สามารถเรียก Spheres of Wrath มาช่วยสร้างความเสียหายและลดการป้องกันธาตุต่างๆของผู้เล่น นอกจากนี้ ยังสามารถใช้สกิล Incite Rage ได้ หากผู้เล่นใช้เวลาต่อสู้นาน

Graviwing (อ่อนแอต่อธาตุดิน)
ให้ผู้เล่นคอยหลบหลีกการปะทะกับ Gravity Whirlpool ที่ถูกมันเรียกออกมา เพราะจะทำให้ติดอาการ stun ได้

Petriscale (อ่อนแอต่อธาตุไฟ)
ความสามารถพิเศษของร่างจำแลงนี้ คือการเรียก Petrification Crystal ออกมาทำให้ผู้เล่นติดอาการ Petrify เป็นเวลา 1 วินาที ซึ่งจะทำให้ผู้เล่น DPS ระยะประชิดโจมตีได้ลำบากหน่อย

Phase III: Tiamat

Dragon Lord Tiamat

หลังจากจัดการกับร่างจำแลงทั้งสี่ของเจ้ามังกร Tiamat ได้แล้ว เหล่าเดวาทั้งหมดจะกลับมารวมกันที่ห้องโถง โดย Empyrean Lord จะโจมตีด้วยสกิลดาบสุดท้ายและหมดแรงไป ทำให้ถึงคราวของพวกเราที่ต้องรับช่วงต่อในการจัดการกับเจ้ามังกรสาวตนนี้ให้จงได้ ภายในเวลา 30 นาที!

สมาชิกทุกคนใน Alliance ควรพักสักเล็กน้อย เพื่อฟื้นฟู HP และ Mana กดใช้ Scrolls ต่างๆ ขณะที่ Cleric เปิดใช้สกิล Summer Circle ก่อนเริ่มการต่อสู้ โดย Scrolls ที่สำคัญในศึกครั้งนี้ ได้แก่ Fireproof และ Earthproof scroll อย่างไรก็ตาม พึงระลึกไว้เสมอว่าเวลามีจำกัดแค่ 30 นาที ดังนั้นอย่าพักเพลิน

ในศึกสุดท้ายนี้ ผู้เล่น Templar จะต้องรับบทหนักกับเหล่าสมุนของเจ้ามังกรอีก ดังนั้นอย่าลืมหา Templar หรือ Tanker สำรองไว้รองรับความเกรี้ยวกราดของ Tiamat ด้วย แม้พลังโจมตีของเธอจะไม่มากแล้ว แต่ขอแนะนำว่า Tanker สำรองก็ยังควรเป็น Gladiator หรือ Assassin เท่านั้น

dragon lords refuge map

ให้ผู้เล่นแต่ละคนเลือกตำแหน่งยืนของตัวเองทางซ้ายและขวาของเจ้ามังกร Tiamat โดยผู้เล่นที่ DPS ระยะประชิดก็ให้ยืนประชิด ขณะที่ผู้เล่น DPS ระยะไกล และผู้เล่นที่เป็น Healer ทั้งหลาย ควรยืนทิ้งระยะห่างออกมาจาก Tiamat ตามตำแหน่งสีเขียวในภาพ หรือ ใน Video เพื่อความแม่นยำ โดนลักษณะการยืนของกองหลังให้ยืนเป็นแถวตอนเรียงเดี่ยว เพราะจะทำให้ได้รับความเสียหายจาก Tiamat น้อยลง

Aion Tiamat Fight

เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว ให้ Templar เปิดการต่อสู้กับเจ้ามังกร Tiamat ที่อยู่ในสภาพนอนแอ่งแม้งใกล้จะสิ้นใจ เมื่อกองหลังทุกคนยืนเป็นแถวตอนเรียงเดี่ยวแล้วจึงเริ่มการโจมตี ซึ่งการต่อสู้ในครึ่งแรก ผู้เล่นที่เป็น Healer จะเบางาน ไม่ค่อยต้องทำหน้าที่มากนัก แต่ขอแนะนำว่า ให้เก็บสกิลที่สร้างความเสียหายแรงๆไว้ในการต่อสู้เมื่อ HP ของ Tiamat เหลือหนึ่งในสี่

ในระหว่างการต่อสู้ ผู้เล่นจะพบว่า เจ้ามังกร Tiamat จะพ่นไฟเลอะเทอะไปทั่วทุกทิศทาง โดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ แต่ทั้งหมดก็ไม่ค่อยมีพิษสงเท่าใดนัก สำหรับลักษณะแรก Tiamat จะพ่นไฟสาดไปทั่วทุกพื้นที่ แต่จะสร้างความเสียหายน้อย จึงไม่น่าเป็นกังวล อีกลักษณะหนึ่ง คือ การพ่นไฟพุ่งตรงออกไปด้านหน้ากลางโถง อย่างหลังนี้สามารถสร้างความเสียหายได้ดีทีเดียว ทว่า สามารถหลบหลีกได้ด้วยการจัดวางตำแหน่งผู้เล่นข้างต้น อย่างไรก็ดี Templar ที่จะต้องคอยรับมือกับลูกสมุนของ Tiamat จะต้องระวังไฟของเจ้ามังกรให้ดีด้วย

ในระหว่างการต่อสู้ จะมีบางครั้งที่เจ้ามังกร Tiamat หันมาพ่นไฟใส่ผู้เล่นในกองหลังโดยตรง แต่ถ้าผู้เล่นทั้งหมดยืนแถวตอนเรียงเดี่ยวก็จะได้รับความเสียหายน้อยลง และ Cleric สามารถใช้สกิลฟื้นฟูแบบกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือทั้งกลุ่มกลับสมบูรณ์เหมือนเดิมได้ ส่วนในเวลาอื่น Cleric ควรมุ่งความสนใจไปที่ Tanker และจะต้องอยู่ที่กลุ่มกองหลังตลอดเวลา เนื่องจาก Chanter ไม่มีสกิลฟื้นฟูแบบกลุ่ม

Tiamat Health

**Important** เมื่อ HP ของ Tiamat ลดเหลือร้อยละ 51 ให้ทุกคนยุติการโจมตีชั่วคราว เพื่อพักฟื้น HP และ Mana สำหรับการต่อสู้ในครึ่งหลังซึ่งจะมีความยากและต้องใช้ Mana เยอะ เพราะต้องเผชิญหน้ากับเหล่าสมุนสุดโหดของเธอ เทคนิคนี้จะช่วยให้การบริหารเวลาในการจัดการเจ้ามังกร Tiamat มีประสิทธิภาพ เหมือนได้เวลาเพิ่มขึ้นเลยทีเดียว

เมื่อ Jagged Earth Stalagmites ปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าของ Tiamat ให้สมาชิกทุกคนใน Alliance เริ่มการโจมตีเจ้ามังกรอย่างรวดเร็วและรุนแรง Chanter ให้ใช้สกิล Word of Wind และ Cleric เปิดสกิล Summer Circle อีกเพื่อ Refresh สกิลดังกล่าวให้สมาชิกคนอื่น โดยจากนี้ไปเจ้ามังกรจะกลายเป็น Monster ที่มี DPS สูง ดังนั้นยิ่งจัดการกับเธอได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสชนะศึกครั้งนี้มากขึ้นไปด้วย อย่างไรก็ตาม ให้เก็บท่าไม้ตายแรงๆไว้ก่อน

Earth Stalagmites

หลังจาก Earth Stalagmites ปรากฏขึ้น ผู้เล่นจะมีเวลา 70 วินาที ก่อนที่เหล่าสมุนของเจ้ามังกรจะแห่กันมา โดยแนะนำให้มีผู้เล่นสักคนตั้งนาฬิกาจับเวลาไว้ เมื่อเหลือราว 10 วินาที ให้ Templar พร้อม Chanter และ Cleric เข้าประจำตำแหน่งใกล้กับ Earth Stalagmites เพื่อดึงเอาฝูงลูกสมุนทั้งหมดที่ออกมาไปรับไว้คนเดียว เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้เล่นคนอื่นซึ่งกำลังจัดการกับ Tiamat โดนรุมกินโต๊ะ ขอย้ำว่า Templar และผู้ช่วยทั้งหลายที่ไปจัดการกับลูกสมุน Tiamat จะต้องมี Magic Resist ไม่ต่ำกว่า 2,300 แต้ม เพราะต้องสามารถ Resist สกิลส่วนใหญ่ของพวกมันได้

เมื่อเหล่าลูกสมุน Tiamat ระลอกแรกมาถึง ผู้เล่นจะมีเวลาอีก 45 วินาที จนกว่าระลอกต่อไปจะมาเสริมกำลังอีก (ยุทธวิธีการรับมือเพิ่มเติม อ่านที่ For the Adds) ต่อมาให้ผู้เล่นทุกคนยุติการโจมตีชั่วคราวอีกครั้ง เมื่อ HP ของเจ้ามังกร Tiamat เหลือร้อยละ 26 และรอลูกสมุนกำลังเสริมระลอกที่สาม เริ่มจากการปราฏขึ้นของ Jagged Earth Stalagmites และนับถอยหลัง 70 วินาที โดยให้ Templar พร้อมหน่วยสนับสนุนไปรอดึงเหล่าสมุนระลอกสามไปให้หมดก่อน แล้วทุกคนที่เหลือจึงเริ่มโจมตีใส่ Tiamat ด้วยสกิล DP 2000 แต้ม ตามด้วยสกิลที่แรงที่สุดทุกอันที่มีประเคนใส่เทียแมต

**Important** หลัง HP ของ Tiamat ต่ำกว่าร้อยละ 25 สมาชิกทุกคนใน Alliance จะได้รับความเสียหายจาก Infinite Pain ซึ่งเป็นสกิลประเภท AOE โดยยุทธวิธีในการหลีกเลี่ยงการตายและความเสียหายขั้นวิกฤต คือการเปิดใช้สกิลป้องกันขั้นสุดยอดทุกชนิดที่มี เริ่มตั้งแต่ Brilliant Protection ของ Cleric เป็นเวลา 10 วินาที ก่อนได้รับความเสียหายข้างต้น Empyrean Providence ของ Templar และ Aetheric Field ของ Chanter รวมทั้งสกิล Word of Quickness เพื่อเพิ่มอัตราเร็วในการโจมตีด้วย

โดยก่อนที่ทุกคนจะได้รับความเสียหายจากสกิลดังกล่าว จะถูก debuff ด้วย สกิลคล้ายกับ Earth’s Wrath หาก Cleric ยังไม่ได้ใช้สกิล Acquittal ก็จำเป็นต้องใช้สกิลนี้ทันที เนื่องจาก Infinite Pain จะ debuff ผู้เล่นออกไป 2 ชนิด และทำให้ทุกคนติดอาการ stun ซึ่งในขั้นตอนตรงนี้เองที่มักกลายเป็นหนึ่งในจุดจบอันแสนเจ็บปวดของเหล่าเดวา โดยความผิดพลาดมักมาจากการ Timing ที่ผิดพลาดของ Cleric และ Chanter กุญแจสำคัญของขั้นตอนนี้ คือ สมาชิกทุกคนใน Alliance จะต้องมี HP เต็มหลอด หรือมีสกิล Acquittal มิฉะนั้นตายยกก๊วน!

Gravity Crushers

เมื่อ HP ของเจ้ามังกร Tiamat ลดต่ำลงน้อยกว่าหนึ่งในสี่ ณ ช่วงเวลานี้ Templar ก็จะยังยุ่งอยู่กับการดึงเอาเหล่าสมุนของ Tiamat ที่จะเกิดทุกๆ 45 วินาที ไปจัดการ นอกจากนี้ Gravity Crusher ซึ่งเป็นลูกบอลสีเหลืองเรืองรองก็จะปรากฏขึ้นช่วยสร้างความเสียหายแก่เหล่าเดวาอีกแรงหนึ่งด้วย

Gravity Crusher นั้นมีพิษสงที่ร้ายกาจมาก ดังนั้น Templar จะต้องดึงมันออกมาจากผู้เล่นที่ทำหน้าที่ DPS ใส่เจ้ามังกรด้วย ขณะที่ Cleric และ Chanter ที่คอยวิ่งตาม Templar จะต้องระมัดระวังไม่ไปใกล้ลูกพลังเหล่านี้

ณ จุดนี้เอง ที่ชัยชนะและความพ่ายแพ้เหลือเพียงแค่เส้นบางๆกั้นอยู่ ผู้เล่นที่ทำหน้าที่สร้างความเสียหายจะต้องจัดการกับเจ้ามังกร Tiamat ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ทั้ง DP4000 สรรพศาสตราวุธและเวทย์มนตร์ที่รุนแรงที่สุด มีเท่าไหร่ประเคนใส่ Tiamat ไปให้หมดไม่มียั้ง ซึ่งหาก Templar ที่คอยดึงลูกสมุนของเจ้ามังกรตาย Cleric และ Chanter ที่คอยสนับสนุนจะต้องหาทางเป็นผู้ดึงพวกมันไปเอง ระหว่างที่พยายาม Templar ถูกชุบและพักฟื้น โดยสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่สุด คือ การแยกเหล่าลูกสมุนของ Tiamat ออกจากผู้เล่น DPS อย่างเด็ดขาด เนื่องจากสกิลของพวกมันนั้นสามารถล้มผู้เล่นที่มี Magic Resist ต่ำได้ภายในพริบตาเดียว!

For the Adds (Divisive Creations)

Divisive Creations
ในส่วนของการเล่นวิ่งไล่จับเหล่าสมุนของเจ้ามังกร Tiamat นั้น Alliance ควรมี Templar อยู่บริเวณทั้งสองฟากของห้องโถง และแต่ละคนควรมี Cleric และ Chanter ส่วนตัว คอยติดตามเพื่อให้การสนับสนุน

หน้าที่ของ Templar คือการ Taunt เหล่าสมุนของ Tiamat และให้พวกมันยุ่งกับการไล่จัดการ Templar แทนที่จะไปรบกวนผู้เล่นคนอื่นโดยเฉพาะกลุ่มที่เป็น DPS โดย Templar สามารถใช้สกิล Unwavering Devotion และสังเกตจากเวลา Cool down ทุกๆ หนึ่งในสี่ จะตรงกับเวลาที่เหล่าสมุน Tiamat จะปรากฏตัวพอดี

Templar ที่ทำหน้าที่ข้างต้น จะต้องสามารถใช้สกิลได้คล่องแคล่ว เริ่มจากใช้สกิล Shield of Faith หลังจากถูกเล็งจากสมุน Tiamat ระลอกที่สอง (มาครั้งละ 2 ตัว รวมเป็น 4 ตัว) และพยายามใช้สกิล Prayer of Victory และ Empyrean Armor ด้วย เพื่อเพิ่ม HP ให้ผู้เล่นคนอื่น ก่อนที่สกิลมหาประลัย AOE จะถูกปล่อยออกมาประเคนใส่สมาชิกใน Alliance

นอกจากนี้ Templar ควรรีบใช้ Prayer of Resilience ตั้งแต่เนิ่นๆด้วย เพื่อจะได้ Cool down ทัน ช่วงที่ Gravity Crusher ปรากฏตัว โดยเมื่อเจ้าลูกบอลสีเหลืองนี้โผล่ออกมา ควรรีบใช้สกิล Nezekan’s Shield (Elyos) หรือ Zikel’s Shield (Asmodian) และ Aether Armor เพื่อเตรียมรับความเสียหายมหาศาลในการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง และต่อด้วย Iron Skin ได้ก็ดี

พยายามเก็บ item อาทิ Potion ระดับสูงต่างๆ Recovery Crystal และสกิลฟื้นฟูอย่าง Hand of Healing ไว้ในกรณีฉุกเฉิน และใช้เมื่อ HP ต่ำกว่าร้อยละ 30 หากเป็นไปได้ให้เปิดใช้สกิล Stubborn Spirit ด้วย และให้เก็บสกิล Charge ไว้ใช้หลัง HP ของ Tiamat เหลือต่ำกว่าร้อยละ 3 เพราะนั่นคือเวลาที่การต่อสู้จะเข้มข้นถึงขีดสุด และคงไม่มีใครอยากตายตอนนั้นเป็นแน่!

ผู้เล่นที่เป็น Healer ให้กับ Templar ควรตระหนักไว้ว่า การใช้สกิลฟื้นฟูบ่อยเกินไปจะทำให้ Templar ลำบากมากขึ้น เนื่องจากเหล่าสมุนที่ไล่ตบตี Templar อยู่นั้นอาจเปลี่ยนมาเล็งหน่วยสนับสนุนแทน ดังนั้นจึงแนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงการใช้สกิลฟื้นฟูขนาดเล็ก โดยเปลี่ยนไปใช้สกิลอย่าง Radiant Cure แทน

นอกจากนี้ ผู้ติดตาม Templar ไม่ควรวิ่งเสมอหรือล้ำหน้า แต่จะต้องวิ่งทิ้งระยะห่างจาก Templar เพื่อคอยสังเกตว่า เหล่าสมุนของ Tiamat เล็งผู้เล่นคนไหน เพราะ สมุนเจ้ามังกรนั้นมักจะฆ่าผู้เล่นได้ภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียว หากใช้สกิล Smash Casting รวมทั้งผู้ที่เป็นหน่วยสนับสนุนให้พยายามใช้สกิลฟื้นฟูใส่ตัวเองให้น้อยที่สุด และใช้ Fine Recovery Serums ทุกครั้งที่มีโอกาส

นอกจากนี้ ยังขอแนะนำให้ผู้เล่น Templar และหน่วยสนับสนุนคอยสื่อสารกันด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าเมื่อใดต้องการสกิลฟื้นฟูขนาดใหญ่ หรือ ต้องเปิดใช้สกิลป้องกันต่างๆ และเมื่อหน่วยสนับสนุนโดนเหล่าสมุนของเจ้ามังกรเล็งเสียเอง โดยเมื่อ HP ของ Tiamat ลดต่ำลงกว่าร้อยละ 50 ควรบริหารการสื่อสารกันให้น้อยและมีประสิทธิภาพที่สุด ห้ามรั่ว

Alternative for Higher DPS Groups
ในช่วงการต่อสู้ที่ HP ของเทียแมต เจ้ามังกรสาว เหลือร้อยละ 51 ถึง 26 เวลาต่างๆอาจคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับ Guide เนื่องจากค่า DPS ที่แตกต่างกัน หากในการต่อสู้ของเพื่อนๆ ได้พบกับเหล่าลูกสมุนของเทียแมตเพียงระลอกเดียว ก่อนเลือดของเจ้ามังกรจะลดเหลือร้อยละ 26 ให้ผู้เล่นหยุดการต่อสู้เพื่อรอ Earth Stalagmites ปรากฏขึ้น และนับถอยหลังรอสมุนระลอกที่สอง และเวลาของสกิลมหาประลัย AOE จะเปลี่ยนจากเหลือ 90 วินาที เป็น 55 วินาที

**คำเตือน หากสมาชิกใน Alliance ตายในระหว่างการต่อสู้ ให้ผู้เล่นคนอื่นชุบชีวิตขึ้นมาเท่านั้น เนื่องจากหากเลือกฟื้นเองจะกระเด็นออกไปด้านนอก และจะไม่สามารถเข้ามาร่วมการต่อสู้ได้อีก

Skills Tiamat Does

Ultimate Atrocity

สกิลพ่นไฟของเทียแมต หากอยู่ถูกที่ถูกเวลาก็จะสามารถหลบได้

Infinite Pain

สกิลเรียก Gravitational Disturbance (ลูกบอลเกงกิสีเหลือง) ส่งผล ให้ผู้เล่นติดอาการ stun โดยจะใช้เมื่อ HP ลดเหลือราวร้อยละ 25 โดยสกิลนี้ คือ สกิลมหาประลัย AOE ที่จะประเคนใส่ทุกคนพร้อมกัน ไม่มียกเว้น

Dragon Lord’s Claw

สกิลด้านกายภาพ ไม่แน่ใจว่าส่งผลอะไรเหมือนกัน

After the Fight

Tiamat Fight

เมื่อมาถึงจุดนี้ จะมีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ถ้าไม่ใช่ Alliance ของเพื่อนๆก็คงเป็นเจ้ามังกร Tiamat หากเพื่อนๆล้มเหลวในศึกครั้งนี้ อย่าได้โศกเศร้าเสียใจไปมากมายนัก ครั้งหน้ายังมีเสมอ สิ่งที่ต้องทำ คือ สมาชิกทุกคนใน Alliance ควรมาจับเข่าคุยกันเพื่อค้นหาและศึกษาความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น การแก้ไขความผิดพลาดนี้เอง ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสกำชัยเหนือเจ้ามังกรสาวตนนี้ได้ในศึกครั้งต่อไป

หรือหากเพื่อนๆประสบความสำเร็จก็ต้องขอยินดีด้วย! เจ้ามังกรสาวเปรี้ยว Tiamat จอมโฉดได้ปราชัยให้กับเหล่าเดวาผู้กล้าแล้ว โดยจะมี Huge Treasure Crate ปรากฏขึ้น บริเวณที่ Tiamat อยู่ พร้อมกับ cut-scene สุดอลังการ ให้จัดการชุบชีวิตสมาชิกที่ตายและให้ทุกคนดู cut-scene จนเสร็จสิ้นแล้ว จึงค่อยเริ่มตบตีกล่องสมบัติกัน แม้จะตบเข้าแค่ทีละ 1 แต้ม ก็อย่าได้แคร์ ตบแหลก ตบๆๆ หลังจากกล่องพังแล้ว ก็จะปรากฏกล่องรางวัลของแต่ละคนขึ้นมา

Dragon Lord’s Refuge Treasure Chest

The Loots

สิ่งที่ยอดเยี่ยมในการต่อสู้กับเจ้ามังกร Tiamat คือ สมาชิกทุกคนจะต้องได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปแน่นอน อาทิ Mithril Medal และ Quest Item (Sabat’s Song) ซึ่งจะได้รางวัลเป็น Kahrun Symbol ราว 190 – 290 เหรียญ นอกจากนี้ บางคนอาจโชคดีได้ Item เหล่านี้ไปครอบครอง ได้แก่

  • Tiamat’s Wings (60+)
  • [Souvenir] Tiamat’s Statue
  • Tiamat’s Corundum Accessories/Belts (60+)
  • Tiamat’s Turquoise Accessories/Belts (60+)
  • Eternal Weapons (60+)
  • Extendable Weapons (60-63)
  • Mythic Weapons (60+)

อย่างไรก็ดี กล่องรางวัลตรงหน้าของสมาชิกแต่ละคนนั้นไม่ได้เจาะจงอาชีพ นั่นหมายความว่า ผู้เล่น Sorcerer อาจได้ Tiamat Sword และ Templar อาจได้ Tiamat Staff และแน่นอนว่า Item ทั้งหมดเป็นแบบ non-tradable คือ แลกเปลี่ยนไม่ได้ ดังนั้นใครได้ไม่ตรงอาชีพก็ disenchant (แกะ) เอาหินตีบวกไปแทนละกัน (T0T NOOOOOOO!!!)

Videos of the Fight

Cruellia’s Dragon Lord’s Refuge Guide (PoV of Chanter)

PoV of an Assassin

PoV of a Cleric

PoV of a Templar


[spoiler]

Our Alliance

ส่วนใหญ่แล้วในการรวมกลุ่ม Alliance เพื่อตลุย Dragon Lord’s Refuge มักจะเป็นการรวมพลคนหน้าเดิม โดยทางทีมงานจะมี Templar จำนวน 2 คน เพื่อไม่ให้ถูกสมุนเทียแมตรุมกินโต๊ะ มี Cleric จำนวน 3 คน ทั้งหมดเป็นสาย Heal เพื่อรับประกันความปลอดภัยให้สมาชิกทุกคน โดยเฉพาะ Templar นอกจากนี้ยังมี Chanter จำนวน 2 คน เพื่อคอยให้ Mantra และใช้สกิล Word of Wind และ Word of Quickness ฯลฯ สำหรับกลุ่มย่อยทั้งสองใน Alliance ส่วนหน่วยโจมตี หรือ DPS ของทีมงานนั้นเลือกใครก็ได้ที่มี DPS สูง โดยทีมงานใช้ Gladiator ทำหน้าที่เป็น Tanker ต่อกรกับเทียแมต และ Sorcerer จำนวน 3 คน ทำให้การจัดการกับ Surkanas ใน Phase I ง่ายขึ้น
การจัดกลุ่มใน Phase I และ III

  • ปีกซ้าย
    • Meyoh – Templar
    • Swagga – Templar
    • Zoelyn – Sorcerer
    • Cruellia – Chanter
    • Teaj – Cleric
    • Terlingua – Cleric
  • ปีกขวา
    • Fluffykitten – Gladiator
    • Drante – Sorcerer
    • Fieryr – Sorcerer
    • Etanaru – Assassin
    • Zeestar – Chanter
    • Influx – Cleric

ทางทีมงานพบว่า การจัดกลุ่มใน Phase I นั้นไม่ได้ให้ผลลัพธ์อย่างมีนัยสำคัญมากนัก แต่ทางทีมงานต้องการแบ่งศักย์ DPS ให้มากที่สุดทั้งสองกลุ่มเพื่อจัดการกับ Surkana ทั้งคู่ โดยในทางปฏิบัติพบว่า ปีกหนึ่งใช้หน่วยโจมตี ประกอบด้วย Sorcerer จำนวน 2 คน และอีกปีกหนึ่งเป็น Sorcerer และ Assassin (ใช้ธนู)

การจัดกลุ่มใน Phase II

  • ปีกซ้าย
    • Swagga – Templar
    • Fluffykitten – Gladiator
    • Etanaru – Assassin
    • Cruellia – Chanter
    • Teaj – Cleric
    • Terlingua – Cleric
  • ปีกขวา
    • Meyoh – Templar
    • Zoelyn – Sorcerer
    • Drante – Sorcerer
    • Fieryr – Sorcerer
    • Zeestar – Chanter
    • Influx – Cleric

กลุ่มปีกซ้ายรับผิดชอบจัดการกับร่างจำลองของเจ้ามังกร Tiamat 2 ตัว ทางฟากซ้ายของห้องโถง ขณะที่กลุ่มปีกขวาทำเหมือนกันทางฟากขวาของโถง โดยทีมงานพบว่า Fissure Fang และ Petriscale นั้นเป็นร่างจำลองที่จัดการลำบากที่สุด ซึ่งทางทีมงานต้องแก้ไขปัญหาด้วยการแบ่ง Sorcerer (Drante) ไปช่วยทีมปีกซ้ายจัดการกับ Fissure fang และกลับมาช่วยทีมปีกขวาขณะจัดการกับ Petriscale หากสังเกตให้ดีจะพบว่า ผู้เล่น DPS ระยะประชิดส่วนใหญ่ของทีมงานจะอยู่กับกลุ่มปีกซ้าย เนื่องจาก Petriscale ที่อยู่ฟากขวาของห้องโถง (ในความรับผิดชอบของปีกขวา) มีสกิล Petrification Crystal ที่เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อ DPS ระยะประชิด ทางทีมงานจึงแก้ไขด้วยการใช้ผู้เล่น DPS ระยะไกลแทน เพื่อเลี่ยงการรบกวนจากสกิลข้างต้น

เมื่อการต่อสู้ดำเนินไปถึง Phase III ทางทีมงานได้เปลี่ยนการจัดกลุ่มกลับมาเป็นแบบ Phase I โดยพบว่า การที่ Templar และหน่วย Healer อยู่ในกลุ่มเดียวกันระหว่างวิ่งไล่จับลูกสมุนของ Tiamat ทำให้การต่อสู้ง่ายขึ้น ทั้งยังส่งผลให้ Cleric สามารถใช้สกิลฟื้นฟูเชิงกลุ่มได้ด้วย

หากสังเกตการจัดกลุ่มของทีมงาน จะพบว่า ไม่มี Ranger และ Spiritmaster เข้าร่วมใน Alliance โดยเหตุผลหลักๆนั้นมาจากการจัดกลุ่มที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นมากกว่า ซึ่งหลายคนเป็นเพื่อนกัน อย่างไรก็ตาม Ranger และ Spiritmaster ถือเป็นอาชีพที่สามารถมีบทบาทที่โดดเด่นได้ในศึกเจ้ามังกร Tiamat นี้ โดยทางทีมงานและกลุ่มผู้เล่นอื่นๆนั้นเคยประสบความสำเร็จในการล้มเทียแมตด้วย Alliance ที่มีทั้งสองอาชีพข้างต้นเข้าร่วมมาแล้ว[/spoiler]

Recommended Posts
Contact Us

We're not around right now. But you can send us an email and we'll get back to you, asap.

Not readable? Change text. captcha txt